Digimon Adventure Special Edition

 

----- Part X : The God of Death : Anubis-Garurumon -----

 

Picture of Anubis-Garurumon : Anubis-Garurumon

 

Warning : ฟิคชั่นต่อไปนี้ ผู้แต่งขอสงวนสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ห้ามดัดแปลง ห้ามตีพิมพ์เผยแพร่หรือนำไปแอบอ้าง รวมทั้งห้ามกระทำการใดทั้งสิ้นกับฟิคชั่นนี้ นอกจากอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น  ถ้าพบเห็นจะเอาเรื่องอย่างถึงที่สุดแล้วจะไม่นำเรื่องอื่นๆมาลงอีก

 

หลังจากที่ประตูมิติได้ถูกทำลายลงด้วยธนูแห่งแสงของแองเจวูมอน  ทั้งการุรุมอนและกาโอกามอนก็ถูกนำพาไปสู่ดินแดนแห่งใหม่ที่ไม่ใครในเกาะไฟล์ได้เคยไปมาก่อน  ซึ่งภาพเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของพวกเขานี้ก็ได้ถูกฉายออกมาเป็นภาพในกระจกบานหนึ่ง  ซึ่งเป็นกระจกที่ตั้งอยู่บนกำแพงในห้องส่วนตัวของดิจิมอนสัตว์สี่เท้าแห่งความมืด  ผู้ที่คอยจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของการุรุมอนด้วยความสนอกสนใจอยู่ตลอดเวลา  จนกระทั่งมีดิจิมอนสัตว์สี่เท้าอีกตัวเดินเข้ามาคำนับและเริ่มเอ่ยปากถาม

 

ท่านเรียกข้ามา...มีอะไรให้ข้ารับใช้ท่านหรือครับ”

 

ดิจิมอนสัตว์สี่เท้าแห่งความมืดหันมาสบตากับทาสรับใช้ของเขาแล้วหันกลับไปมองดูการุรุมอนอีกครั้ง “ข้ามีงานบางอย่างที่จะให้เจ้าทำ...” เขาพูดขึ้นแล้วเริ่มเดินไปมาอยู่ที่หน้ากระจกบานนั้นโดยสายตาของเขาไม่ละจากการุรุมอนที่อยู่ในภาพนั่นเลย  เขาคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจสักพักแล้วหยุดเดินลงเพื่อที่จะสั่งการต่อ “หลังจากที่ข้าได้ไปพบปะกับเขาผู้นี้ด้วยตัวเอง...ข้าก็รู้สึกว่าพลังของเขาได้เพิ่มขึ้นมากจนข้านึกไม่ถึง...แต่ก็ดีที่เขาผู้นี้ยังไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้...ดังนั้นเพื่อให้แผนการที่ข้าได้วางเอาไว้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี...” เขาหยุดพูดแล้วหันควับไปมองหน้าทาสรับใช้ของเขาด้วยแววตาสีแดงเลือดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชั่วร้าย

 

แบล็คการุรุมอน!! ”

 

ครับนายท่าน...” ดิจิมอนหมาป่าสีดำลายสีม่วงก้มหน้าตอบรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว

 

จงไปหาเขาผู้นี้...ทำให้เขาโมโหร้าย...ทำให้เขาเกี้ยวกราด...ทำให้เขาโกรธแค้น...ยิ่งเจ้าทำให้เขาผู้นี้ตกอยู่ในห้วงแห่งสันชาติญาณดิบมากเท่าใด...โอกาสของข้าก็ยิ่งมีมากขึ้น...” ดิจิมอนสัตว์สี่เท้าแห่งความมืดเอ่ยปากสั่งเสียงแข็ง  ทำให้แบล็คการุรุมอนต้องฟังรายละเอียดของคำสั่งอย่างตั้งใจตั้งแต่ต้นจนจบ

 

รับทราบครับนายท่าน...ข้าจะไปทำงานตามที่ท่านสั่ง...รับรองครับว่าท่านจะไม่ผิดหวัง ”

 

ดิจิมอนสัตว์สี่เท้าสีดำตัวนั้นได้ยินก็หัวเราะเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปหาแบล็คการุรุมอนเพื่อที่จะพูดอะไรบางอย่าง “ แน่นอน...เจ้าไม่เคยทำให้ข้ารู้สึกผิดหวัง แบล็คการุรุมอน...เจ้าเป็นคนเก่ง...และมีความสามารถที่เหนือกว่าดิจิมอนแห่งความมืดคนอื่น ๆ...ข้าสร้างเจ้าขึ้นมาด้วยข้อมูลที่อยู่ในตัวของข้า...ฉะนั้นเจ้าก็เปรียบเสมือนคนพิเศษที่ข้าไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง...จงทำให้ดีที่สุดเถอะนะ...”

 

แบล็คการุรุมอนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกปลาบปลื้มแล้วก้มหัวคำนับเจ้านายของเขาอีกครั้ง “ขอบคุณครับนายท่าน...ท่านเองก็คือคนที่พิเศษสุดของข้าเช่นเดียวกัน...”

 

ดีมาก...เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว...”

ครับนายท่าน ”

 

หลังจากที่แบล็คการุรุมอนรับคำสั่งทั้งหมดเสร็จเขาก็ได้เดินออกไปจากห้อง  ปล่อยให้ดิจิมอนสัตว์สี่เท้าตัวนั้นยืนมองดูการุรุมอนในกระจกบานอย่างเพลิดเพลินต่อไป

 

****************************

 

  ดินแดนอันรกร้างแห่งหนึ่งในโลกดิจิตอล  ดินแดนอันรกร้างที่มีแสงแดดยามบ่ายส่องลงมาให้ความสว่างกับพื้นดินและสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้น  ซากปรักหักพังเก่า ๆ  พื้นดินที่แห้งแล้ง  และซากตอไม้ดำ ๆ ซึ่งยากนักที่จะมีดิจิมอนอาศัยอยู่  เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะหลงมาจากที่อื่นเฉกเช่นการุรุมอนกับกาโอกามอน  ที่หมดสติลงในขณะที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าจนร่างของพวกเขากระทบกับพื้นทรายเกิดฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว   

 

อืม...อือ...หือ” การุรุมอนลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ เมื่อเขาเริ่มรู้สึกตัว  โดยเขาพยายามลุกขึ้นแต่ก็ต้องฟุบลงไปอีกเมื่อเขารู้สึกว่าในหัวเขายังคงมึนไปมึนมาอยู่  “โอย...อะไรกันเนี่ย...ปวดหัว...ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลย” การุรุมอนเอ่ยกับตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง  ซึ่งคราวนี้เขาทำได้แต่ก็ยังโอน ๆ เอน ๆ ไปมาอยู่ “อือ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น...แล้วที่นี่...ที่นี่มันที่ไหนกัน”

 

โอย...เจ็บชะมัดเลย...” กาโอกามอนเริ่มรู้สึกตัวตามมาหลังจากที่เขาได้ยินเสียงการุรุมอนพูด  เขาลุกขึ้นยืนแล้วสะบัดหัวไปมาอยู่สักพัก  ก่อนที่เขาจะเห็นการุรุมอนเข้า “โอ้ การุรุมอน!!...” เขาอุทานขึ้นแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนของเขาด้วยความเป็นห่วง “การุรุมอน!!...การุรุมอน!!”

 

หือ...เป็นอะไรกาโอกามอน...ดูทำท่าเข้าสิ...ทำยังกับว่าเห็นฉันป่วยอยู่ยังนั้นแหละ” การุรุมอนมีสีหน้าแปลกใจกับการแสดงออกของกาโอกามอนที่ดูเป็นห่วงเขามากจนผิดปกติ  ซึ่งเขาเองก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้นเหมือนกัน

 

เอ่อ...นี่นาย...ไม่เป็นอะไรแล้วหรอ” กาโอกามอนหยุดยืนอยู่หน้าการุรุมอนแล้วเอ่ยปากถาม

ฉันก็...ไม่ได้เป็นอะไรนี่...แค่รู้สึกปวดหัว กับปวดเมื่อยตามตัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง...แต่ว่า...ก่อนหน้านี้นี่มันเกิดอะไรขึ้น...ฉัน...ฉันจำอะไรไม่ได้เลย กาโอกามอน...” การุรุมอนตอบแล้วเอาเท้าหน้าข้างหนึ่งกุมหัวไว้เมื่อเขายังรู้สึกปวดหัวอยู่

 

คำตอบของการุรุมอนทำให้กาโอกามอนรู้สึกประหลาดใจมากจนต้องถามต่อ “การุรุมอน...นี่นาย...นายจำอะไรไม่ได้เลยหรอ...จำไม่ได้เลยหรอว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เราจะผ่านประตูมิติมายังที่นี่...”

 

หือ...ประตูมิติ...นี่พวกเราผ่านประตูมิติเข้ามาแล้วหรอ กาโอกามอน...ฉันจำ...จำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ...ครั้งสุดท้ายที่ฉันพอจะนึกออก...รู้สึกว่าฉันกำลังพูดอยู่กับพวกเรา...แล้วก็หลังจากนั้น...มันก็มึนไปหมดเลย...” การุรุมอนพยายามนึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ยิ่งนึกมากเขาก็ยิ่งปวดหัว  “โอย...ปวดหัว...ช่างมันเถอะกาโอกามอน” เขาพูดกับกาโอกามอนแล้วสะบัดหัวไปมาเพื่อที่จะเลิกคิด  ในขณะที่ฝ่ายกาโอกามอนเองก็เห็นว่า  มันก็ดีเหมือนกันถ้าไม่ให้การุรุมอนนึกถึงเรื่องพวกนั้นได้อีก  เพราะถ้าการุรุมอนรู้เดี๋ยวเขาจะคิดมากได้

 

อือ...เอ่อ...ใช่ ๆๆ...อย่าไปนึกถึงมันเลยนะ การุรุมอน...” กาโอกามอนพูดเปรย ๆ แล้วทำท่าไม่สนใจเรื่องนั้นไปซะ ซึ่งการุรุมอนเองก็ไม่ได้คิดติดใจอะไรมากเช่นกัน

 

อืม กาโอกามอน...แล้วนี่...พวกเราอยู่ที่ไหนกัน” การุรุมอนถามแล้วเริ่มสังเกตสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว

ฉันเองก็ไม่รู้...อืม...ลองเดินสำรวจดูกันเถอะ”

นั่นสินะ...ก็ดีเหมือนกัน...”

 

หลังจากนั้นการุรุมอนและกาโอกามอนได้เริ่มออกเดินทางสำรวจดินแดนอันแสนจะรกร้างแห่งนี้  พวกเขาเดินตรงไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไป  แสงแดดที่ส่องลงมาก็ทวีความแรงมากขึ้น ๆ  ทำให้บรรยากาศของสถานที่ที่พวกเขาอยู่เริ่มร้อนจนมีลักษณะไม่ต่างจากทะเลทรายเลยทีเดียว

 

โอย...ร้อนจริง” กาโอกามอนพูดบ่นแล้วปาดเหงื่อบนหน้าเขาเล็กน้อย  เมื่อเขารู้สึกถึงอากาศที่กำลังร้อนขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สุนัขบ้านขนหนา ๆ อย่างเขาไม่ชอบเอาเสียเลย

 

อืม นั่นน่ะสิ...บ่าย ๆ แบบนี้ แดดแรงมากซะด้วย...ลองหาที่พักกันเถอะ” การุรุมอแนะนำกาโอกามอนเมื่อเขาเองก็เริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาเช่นกัน

 

พวกเขาทั้งคู่พยักหน้าแล้วเริ่มเดินต่อไป  โดยต่างคนก็ต่างพยายามมองหาสถานที่ที่พอจะหลบแดดอันแสนจะร้อนแรงนี้ได้  จนเวลาผ่านไปพวกเขาก็ได้พบกับซากปิรามิคขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนพื้นทรายที่แห้งแล้ง  ลักษณะของมันดูเก่าแก่และโทรมมากจนสามารถมองเห็นรอยแตกและช่องโหว่ที่อยู่ตามผนังได้

 

ที่นั่นล่ะ” การุรุมอนพูดแล้วหันไปพยักหน้ากับกาโอกามอนเป็นการส่งสัญญาณบอก

อืม...ลองเข้าไปดูกันเถอะ” กาโอกามอนตอบแล้วเดินนำหน้าการุรุมอนไปยังสถานที่แห่งนั้นทันที

 

ทั้งสองได้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าปิรามิดที่ดูผุ ๆ กร่อน ๆ แล้วทำการสำรวจดูอีกครั้งจนพวกเขาแน่ใจแล้วว่าปลอดภัย  จึงเริ่มเดินเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นอย่างระมัดระวัง   สิ่งแรกที่พวกเขาได้เห็นก็คือทางเดินยาวที่ดูเงียบสงัดและมืดสลัว  มีเพียงแต่แสงอาทิตย์จากภายนอกที่ส่องเข้ามาเพื่อให้ความสว่างแก่ห้องข้างในนี้เท่านั้น

 

อืม...มันดูเก่ามากเลยนะ กาโอกามอน...”

นั่นสิ...ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครอยู่มานานแล้วด้วยเหมือนกันนะ”

 

การุรุมอนกับกาโอกามอนเดินผ่านทางเดินเข้ามาเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่ห้องโถงใหญ่  ซึ่งมีขนาดกว้างขวางและโล่งเตียน  มีเพียงเศษอิฐที่พังลงมาและเสาผุ ๆ ที่ยังคงค้ำเพดานของห้องนี้อยู่เท่านั้น   การุรุมอนหันไปมองตรงมุมหนึ่งของห้องซึ่งมีบางสิ่งบางอย่างตั้งอยู่ในเงามืด   เขาสะกิดกาโอกามอนเล็กน้อยเพื่อที่จะเรียกเพื่อนของเขาให้เดินเข้าไปดูสิ่งนั้นพร้อม ๆ กัน  ซึ่งพอพวกเขาเดินเข้าไปถึง  พวกเขาก็ได้เห็นวัตถุโบราณชิ้นแรกของสถานที่แห่งนี้

 

ว้าว...รูปปั้นเทพอนูบิส” กาโอกามอนอุทานขึ้นในขณะที่เขามองตาค้างไปยังสิ่งที่เขาเห็น  ในขณะที่ฝ่ายการุรุมอนเองก็มีอาการแบบเดียวกัน

 

โอโห...ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าพวกเราจะได้มีโอกาสเห็นสิ่งของอะไรแบบนี้...ดูงามสง่าและน่าเกรงขามจริง ๆ”

 

ทั้งสองจ้องมองไปยังรูปปั้นเทพครึ่งคนครึ่งสุนัขตัวนั้นอยู่สักพักแล้วก็เริ่มเดินต่อ  เมื่อพวกเขาเห็นว่ายังมีทางเดินที่จะพาพวกเขาเข้าไปในส่วนที่ลึกกว่านี้อีก  เวลาผ่านไปบรรยากาศเริ่มดูเงียบมากขึ้น  แสงสว่างจากภายนอกก็ค่อย ๆ ลดความสว่างลงอันเนื่องมาจากระยะทางที่ลึกขึ้น ๆ จนทำให้การุรุมอนนั้นเริ่มรู้สึกแปลก ๆ

 

อืม...เริ่มมืดซะแล้วสิ...เดี๋ยวนะ กาโอกามอน” การุรุมอนพูดแล้วหยุดเดินลง  เมื่อเขามองขึ้นไปเห็นคบเพลิงอันเก่า ๆ ที่แขวนเรียงรายอยู่บนผนังทางเดินข้าง ๆ เขา

มีอะไรหรอ การุรุมอน...” กาโอกามอนหยุดเดินลงทันทีที่การุรุมอนพูด

 

Fox firer” *** ฟู่ ๆๆ...ซู่ม...พรึ่บ!!*** ด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าของการุรุมอนที่ถูกปล่อยออกไปยังเป้าหมาย  ทำให้คบเพลิงเหล่านั้นได้รับเชื้อเพลิงจนเกิดประกายไฟขึ้นมา  สร้างความสว่างให้กับสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง

 

โอโห...ไม่เลวเลยนะ การุรุมอน” กาโอกามอนเอ่ยปากชมแล้วยิ้มให้กับการุรุมอน

ฮึ ๆๆ แน่นอนอยู่แล้ว...ไปกันต่อเถอะ...” การุรุมอนหัวเราะแล้วหยักไหล่ให้กับกาโอกามอนเล็กน้อย  ก่อนที่เขาจะเดินนำทางเข้าไปข้างในอีกครั้ง

 

การุรุมอนและกาโอกามอนใช้เวลาในการเดินเข้ามาไม่นาน  พวกเขาก็มาเจอกับห้องอีกห้องหนึ่ง  ซึ่งคราวนี้มันเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าห้องแรกที่เจอเสียอีก  ลักษณะของกำแพงที่อยู่รายรอบนั้นเอียงขึ้นไปจนถึงปลายสุด  ซึ่งทำให้พวกเขาทั้งคู่พอจะเดาออกว่าตอนนี้พวกเขาได้มาอยู่ใจกลางของปีรามิดเรียบร้อยแล้ว  สภาพภายในของมันรู้สึกจะดีกว่าที่เห็นจากภายนอกอย่างน่าสงสัย  ทุกอย่างมองดูเหลืองอร่ามและอยู่ในสภาพที่ดีมาก  ไร้รอยแตกบนผนัง  ไร้ร่องรอยถูกทำลาย  เสาทุกต้นยังดูตั้งตรงและแข็งแรง  อุปกรณ์ตกแต่งห้องชิ้นเดียวที่ต้องตาพวกเขามากที่สุด ก็คือ บัลลังค์สีทองที่ดูใหม่เอื่ยม  วางตั้งสูงตระหง่านอยู่บริเวณส่วนกลางสุดของห้อง  และเตียงนอนไม้สักสีทองที่ตั้งอยู่อีกด้านหนึ่งใกล้ ๆ กับบัลลังค์นั้น   ทุกอย่างดูราวกับว่ามันเพิ่งถูกสร้างใหม่  หรือยังมีใครบางคนอาศัยอยู่ยังไงยังนั้นเลย

 

โอ้โห เฮ้...” การุรุมอนไม่รู้จะพูดอะไรดี  หลังจากที่เขาได้ก้าวเข้ามายืนอยู่ในห้องที่เหลืองอร่ามสดใสอย่างนี้

การุรุมอน...ที่นี่มันที่ไหนกันแน่นะเนี่ย...มันดู...ตระการตามากจริง ๆ...” กาโอกามอนพูดด้วยความทึ่งในสิ่งที่เขาเห็น  แล้วเดินตามการุรุมอนเข้ามา

 

ไม่รู้สิ...แต่ว่า...เราแค่มาเพื่อขอหลบอากาศร้อนเท่านั้นนะ...ถ้าหายเหนื่อยเมื่อไร พวกเราก็ควรจะออกเดินทางต่อโดยทันที...ตกลงตามนี้นะ กาโอกามอน” การุรุมอนพูดกับกาโอกามอนราวกับว่าเขาอยากจะบอกให้เจ้าของสถานที่แห่งนี้  รับรู้จุดประสงค์ของเขาด้วยไปในตัว  ถึงแม้ว่าจะมีอยู่หรือไม่ก็ตาม

 

กาโอกามอนพยักหน้าเข้าใจกับสิ่งที่การุรุมอนพูด  แล้วขอเดินไปสำรวจเพื่อหามุมสงบสำหรับนอนพัก  ซึ่งเขาก็ได้เลือกเตียงไม้สักสีทองแล้วปีนขึ้นไปนอนอย่างสงบ   ส่วนการุรุมอนก็ขอเดินสำรวจไปมาอยู่รอบ ๆ ห้องสักพัก  โดยเขาก็ได้พบอักษรโบราณและรูปภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปีรามิดแห่งนี้อยู่ทั่วบนกำแพง

 

อืม...นี่มันอักษรอะไรกันนะ...อ่านยากจัง...”การุรุมอนเอ่ยแล้วเดินไล่สำรวจดูสิ่งต่าง ๆ บนกำแพงไปเรื่อย ๆ จนเขาได้พบกับภาพวาดที่เล่าถึงเหตุการณ์อะไรบาง “หืม...คราวนี้เป็นรูปภาพเรอะ...ไหนขอดูหน่อยสิว่ามันสื่อถึงอะไรกัน...”

 

การุรุมอนเริ่มรู้สึกสนอกสนใจกับรูปภาพที่วาดอยู่บนผนังนั้น  ซึ่งมันถูกแบ่งเป็นส่วน ๆ ไล่ลำดับตามเหตุการณ์จากซ้ายไปขวา  โดยภาพแรกเป็นรูปของเทพอนูบิสสีดำ  ใส่ชุดฟาร์โรห์พร้อมกับคฑากางเขนสีทองที่กำลังเปล่งแสงขึ้นสู่ท้องฟ้า  ภาพต่อมาเป็นรูปของประตูอะไรบางอย่างที่กำลังจะปิดลง  พร้อมกับดวงวิญญาณดวงหนึ่งที่กำลังถูกดูดเข้าไป  ภาพที่สามเริ่มเลือนรางแต่ยังพอมองเห็นว่าเป็นภาพของเทพอนูบิสอีกองค์หนึ่ง  กำลังเดินขึ้นไปที่บัลลังค์ทองพร้อมกับคฑากางเขนที่อยู่ในมือ  แล้วหลังจากนั้นภาพก็มัวจนอ่านไม่ออก

 

เอ...ตรงนี้มันแปลว่าอะไร...รูปอนูบิส...คฑากางเขน...บัลลังค์ทอง” การุรุมอนพูดไปพลางนึกไป  แล้วหันกลับไปมองดูบัลลังค์สีทองที่อยู่ตรงกลางห้องตัวนั้น  เขาแน่ใจว่ามันต้องเป็นตัวเดียวกันกับภาพที่อยู่บนกำแพงนี้แน่ ๆ  เขาจึงลองเดินเข้าไปสำรวจมันดู  โดยสิ่งที่เขาเห็นนั้นเขาพอจะบอกได้ว่า  ทุกส่วนประกอบของมันล้วนแล้วแต่ทำมาจากทองคำทั้งสิ้น   ตั้งแต่พนักพิงที่สูงมาถึงที่วางแขนซึ่งมีคฑารูปไม้กางเขนสีทองวางอยู่  โดยลักษณะของคฑาอันนั้น  คือมีด้านปลายเป็นรูปไม้กางเขนและด้านล่างสุดเป็นรูปหน้าจั่วแหลมมีไว้สำหรับเจาะลงบนพื้น  ซึ่งการุรุมอนเองก็คิดว่ามันน่าจะเป็นคฑาอันเดียวกับที่เห็นในรูปบนกำแพงนั้น   เขามองดูสิ่งนั้นอยู่สักพักแล้วได้ตัดสินใจปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนบัลลังค์อย่างช้า ๆ  ซึ่งทันทีที่ร่างของเขาได้สัมผัสกับพื้นผิว  เขาก็รู้สึกถึงพลังอะไรบางอย่างได้แผ่ขยายออกมาจากจุดที่เขานั้นนั่งอยู่

 

*** ครืน ๆๆๆ...วูบ!! ฟั่บ!! ***

 

เอ๊ะ!!...เมื่อกี้นี้...” การุรุมอนอุทานขึ้นด้วยความรู้สึกแปลก ๆ

หืม...มีอะไรรึ การุรุมอน...” กาโอกามอนรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาถามการุรุมอน  เมื่อเขาเองก็รู้สึกถึงพลังประหลาดนั้นได้เคลื่อนเข้ามากระทบกับร่างของเขาแล้วผ่านไป

 

ไม่รู้สิ กาโอกามอน...ฉันแค่รู้สึก...แปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้...” การุรุมอนตอบแล้วหันไปมองที่คฑาสีทองอันนั้น

เห...แล้วนั่นคฑาอะไรน่ะ การุรุมอน...”

 

การุรุมอนไม่ได้ตอบอะไรกาโอกามอนเมื่อเขาเองก็ยังรู้สึกไม่แน่ใจกับสิ่งที่เขากำลังมองดูอยู่  สันชาติญาณของเขาเหมือนกับกำลังจะบอกเขาว่ามีพลังอะไรบางอย่างแฝงตัวอยู่ภายในวัตถุนี้  เขารู้สึกอยากลองสัมผัสมัน  เขาจึงได้ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นแล้วค่อย ๆ เลื่อนมันลงไปที่วัตถุนั้นอย่างช้า ๆ

 

*** วูบ ๆๆๆ...แว้บ ๆๆๆ ***

 

อะ...อะไรน่ะ การุรุมอน!!...”

นะ...นี่...นี่มัน!!...”

 

*** แว้บ ๆๆๆ...ซ่า ***

 

เพียงแค่ช่วงเวลาที่การุรุมอนกำลังจะได้แตะคฑาสีทองอันนั้น  ก็เกิดมีแสงสว่างสีทองส่องออกมาจากกำแพงที่รายล้อมพวกเขาทั้งสองอยู่  แสงสีทองดังกล่าวมันได้ทวีความแรงมากขึ้น ๆ จนวิวต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้องได้เริ่มเลือนรางหายไปในความสว่างของแสง  ทำให้พวกการุรุมอนรู้สึกตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก  เพราะทุกอย่างรอบ ๆ ตัวมันขาวสว่างไปหมด

 

โอย แสบตา...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...” กาโอกามอนเอ่ยขึ้นแล้วรีบกระโดดลงมาจากเตียงเพื่อตั้งท่าเตรียมพร้อม   ในขณะที่การุรุมอนนั้นยังคงนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังค์ด้วยความสับสน  จนกระทั่งแสงสว่างได้กลืนกินพวกเขาทั้งสองแล้วนำพาพวกเขาไปสู่อีกห้วงมิติหนึ่งในที่สุด

 

*** แว้บ ๆๆๆ...ซ่า ***

 

****************************

 

กลับมาที่แบล็คการุรุมอน  หลังจากที่เขาได้รับคำสั่งจากเจ้านายของเขา  เขาก็ได้เดินเข้ามาอยู่ในห้องที่มีลักษณะคล้ายกับห้องทดลองอะไรบางอย่าง  มีกรงขังดิจิมอนเรียงรายอยู่ตามทางเดินพร้อมกับจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ที่แขวนอยู่ตรงส่วนกลางของห้อง  แบล็คการุรุมอนก้าวเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางห้องนั้นแล้วมองไปที่จอมอนิเตอร์  เมื่อเขาเห็นว่ามันกำลังแสดงภาพของสัตว์ทดลองกลุ่มหนึ่งเดินไปมาอยู่ในห้องขังขนาดใหญ่   กลุ่มสัตว์ทดลองที่เขาได้ดัดแปลงขึ้นมาด้วยพลังแห่งความมืดจากเจ้านายของเขา  ซึ่งผลของการดัดแปลงดังกล่าวทำให้สัตว์พวกนี้มีอารมณ์ที่พลุ่นพล่านเหมือนกับต้องการระบายความโกรธแค้นออกมาให้โลกได้รับรู้  ไดโนเสาร์สีม่วงที่บ้าคลั่งกำลังต่อยตีกำแพง  นกไฟสีดำที่บินร่อนไปมาเพื่อที่จะหาทางออก  แมลงยักษ์กับสิงโตน้ำสีดำที่กำลังต่อยตีฟาดฟันกันเองอย่างไม่มีเหตุผล  เหล่านี้คือ พวกดิจิมอนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้หันหน้าเข้าสู่ด้านมืด  โดยถือว่านี่เป็นผลงานชิ้นแรกที่แบล็คการุรุมอนทำสำเร็จ  และได้รับคำชมจากเจ้านายของเขาเป็นอย่างมาก

 

อืม...ถึงเวลาแสดงความสามารถของพวกแกแล้ว...เหล่าสัตว์เลี้ยงของข้า” แบล็คการุรุมอนพูดกับสัตว์เลี้ยงของเขาผ่านหน้าจอมอนิเตอร์  เมื่อเขาตัดสินใจสับคันโยกเพื่อเปิดประตูกรงห้องนั้นออก  ทำให้สัตว์เลี้ยงที่บ้าคลั่งเหล่านั้นได้หันไปมองดูแล้วเริ่มทยอยเดินออกไปสู่โลกภายนอกอย่างอิสระ

 

แบล็คการุรุมอนมองดูเหล่าสัตว์เลี้ยงของเขาแล้วสะแหยะยิ้มเมื่อเขาเห็นพวกมันทั้งหมดเริ่มหายไปจากจอ  ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเขาว่าภารกิจแรกของเขากำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว “ฮึ ๆๆ...ล่าให้สนุกนะพวกแก...ฉันอยากจะรู้นักว่า ผู้กุมกุญแจแห่งแสงสว่างจะทำอย่างไร ถ้าคนที่จะมาทำร้ายเขาคือ...พวกเพื่อนเก่าของเขา ฮ่า ๆๆๆ...”

 

****************************

 

กลับมาที่การุรุมอน  ซึ่งหลังจากที่พวกเขาได้ถูกแสงประหลาดในห้องปกคลุม  พวกเขาทั้งสองก็ได้ถูกนำพาไปสู่ช่วงเวลาในอดีต  อดีตกาลของปิรามิดแห่งนี้  ดิจิมอนมากมายเดินไปเดินมาอยู่ในเมือง  บ้างก็จับจ่ายซื้อของ  บ้างก็เดินเล่นพูดคุยตามวิถีชีวิตที่ปกติ  บรรยากาศรอบ ๆ ปิรามิดก็เต็มไปด้วยตึกที่สร้างจากหินและทรายเหมือนสมัยอียิปต์โบราณของโลกมนุษย์ไม่มีผิด

 

อะ...โอย...อูย...เจ็บจังเลย” กาโอกามอนร้องโอยเมื่อเขารู้สึกเหมือนกับว่าร่างของเขาเพิ่งได้หล่นลงมากระแทกกับพื้นยังไงยังนั้น “หือ...โอย...ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย!!” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นวิวรอบ ๆ ตัวของเขานั้นไม่เหมือนเดิม    เขาคิดว่าก่อนหน้านี้เขาควรจะอยู่ในปืรามิดกับการุรุมอน  แต่ว่าสิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้ คือ ตรอกหรือซอกซอยในมุมตึกหนึ่งของเมือง  ซึ่งมันก็เป็นที่ไหนก็ไม่รู้ซะแล้ว

 

ตายล่ะ...นี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน...การุรุมอน...นายอยู่แถวนี้หรือเปล่า การุรุมอน!!” กาโอกามอนเริ่มรู้สึกวังเวงเลยตะโกนเรียกหาเพื่อนของเขา  แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงสะท้อนของเขาเอง

 

ในช่วงเวลานั้นกาโอกามอนคิดว่าเขาคงต้องอยู่ในเมืองลึกลับแห่งนี้เพียงลำพังซะแล้ว  แต่ว่าทันใดนั้นก็มีเสียงไชโยโห่ร้องของพวกชาวเมืองดังขึ้นมาจากทางแยกข้างหน้า  กาโอกามอนได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเดินออกไปดูแล้วก็พบว่า  มีดิจิมอนชาวเมืองยืนอยู่กันเต็มไปหมด  พวกเขายืนเข้าแถวเป็นแนวยาวไปตลอดความยาวของถนเหมือนกับว่ากำลังรอรับเสด็จของเจ้าเมืองยังไงยังนั้นเลย

 

เจ้าชายอนูบิสเสด็จ!!”

 

และก็เป็นอย่างที่คาดเดาไว้จริง ๆ ด้วย  เมื่อกาโอกามอนได้ยินเสียงของดิจิมอนทหารนายหนึ่งที่ใส่ชุดผ้าคลุมสีดำยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเมืองตะโกนออกมา  ชาวเมืองพวกนี้กำลังเข้าแถวรอรับผู้สูงส่งอยู่จริง ๆ ด้วย

 

เจ้าชายอนูบิสหรอ...เอ...หน้าตาจะเหมือนกับรูปปั้นอนูบิสตัวที่เราเจอในปีรามิดหรือเปล่านะ...”  กาโอกามอนเอ่ยกับตัวเองด้วยความสงสัย  จึงได้เข้าไปในแถวเพื่อรอรับเสด็จของเจ้าชายองค์นั้นเช่นกัน

 

หลังจากทหารได้ตะโกนบอกชาวเมืองทั้งหลาย  ประตูเมืองที่ทำจากไม้สักบานใหญ่ก็ได้เริ่มเปิดออก  เผยให้เห็นขบวนพาเหรดของเจ้าชายที่กำลังเดินเข้ามาในเมือง  ท่ามกลางเสียงเพลงต้อนรับและดิจิมอนนางรำที่แสดงลวดลายเต้นไปมา  สร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ที่มองดูอยู่มากรวมทั้งตัวกาโอกามอนเองด้วย  เขามองไปด้านหลังของพวกขบวนดนตรีแล้วก็ได้เห็นขบวนพาเหรดอีกขบวนหนึ่ง  โดยขบวนนี้เป็นขบวนที่มีเจ้าชายอนูบิสนั่งประทับอยู่บนเสลี่ยงที่ตกแต่งไปด้วยผ้าม่านผ้าแพรสีฟ้าอ่อนปกคลุมไปมาอยู่ด้วย   ซึ่งทันทีที่เหล่าชาวบ้านนั้นเห็น  ต่างคนก็ต่างชะเง้อมองและแย่งกันโบกไม้โบกมือไปมาอย่างไม่ลดละ   ฝ่ายกาโอกามอนเองก็พยายามที่จะมองดูรูปร่างหน้าตาของเจ้าชายองค์นั้นเช่นกัน  แต่สิ่งที่เขาเห็นก็จะมีแต่เงาของเจ้าชายที่อยู่ด้านหลังผ่านม่านเท่านั้นนั้น   ลักษณะและรูปร่างของเจ้าชายแน่นอนว่าจะต้องเป็นดิจิมอนสุนัข   เพราะกาโอกามอนสามารถมองเห็นเงาของใบหน้าที่ยื่นยาวกับใบหูที่ตั้งชันขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด  ลักษณะเครื่องแต่งกายของเจ้าชาย คือ  ผ้าถุงสีเทาสั้น ๆ ที่ประดับไปด้วยทองคำเป็นลายพาดขวาง  และหมวกฟาโรห์ที่ยาวลงมาจนถึงไหล่ของพระองค์  รูปร่างของท่านดูสมส่วนและสามารถเดาได้ว่าพระองค์ยังคงอยู่ในวัยหนุ่มพอสมควร

 

โอโห เห้...ท่าทางจะหล่อไม่เบาเลยนะเนี่ย...” กาโอกามอนเอ่ยปากชมเล็กน้อยแล้วทำการสังเกตต่อ

 

ขบวนของเจ้าชายอนูบิสได้เริ่มเคลื่อนตัวผ่านฝูงชนไปอย่างช้า ๆ จนมาถึงจุดที่กาโอกามอนยืนอยู่  ทำให้กาโอกามอนได้จังหวะเห็นใบหน้าของเจ้าชายผ่านม่านนั้นเข้าไปได้อย่างสบาย ๆ  ซึ่งและแล้วเขาก็เห็น...

 

อา เห็นแล้ว...เห...เห๊!!...” กาโอกามอนอุทานพร้อมกับตกใจมองตาค้างกับสิ่งที่เห็น  เพราะใบหน้าของเจ้าชายอนูบิสที่ทุกคนต่างก็อยากจะรู้จัก  ก็คือ ใบหน้าของหมาป่าการุรุมอน!!

 

การุ...การุรุมอน...การุรุมอนนี่!!...บ้าน่า!!...ทำไม...ไม่มีทางอ่ะ!!” กาโอกามอนยืนช็อคด้วยความตกตะลึงอยู่อย่างนั้นจนขบวนของเจ้าชายได้เคลื่อนผ่านไปจนถึงทางเข้าของปิรามิดสีทอง   สิ่งที่กาโอกามอนรู้สึกฉงนสงสัยเป็นอย่างมากก็คือ  เจ้าชายอนูบิสทำไมถึงเป็นการุรุมอน  และการุรุมอนกลายเป็นเจ้าชายอนูบิสไปได้อย่างไร  จากเดิมที่เขาเคยมีสี่ขา  บัดนี้ขาหน้าทั้งสองข้างของเขาได้กลายเป็นท่อนแขนที่มีกล้ามเล็กน้อยน่าสัมผัส  ขาหลังที่คดงอก็กลับมาตั้งตรงและแข็งแรงซึ่งสามารถใช้เดินเหินได้เหมือนกับมนุษย์  ร่างกายผิวสีขาวอมม่วงที่ดูบึกบึนและกำยำ  หน้าอกผึ่งผายและหน้าท้องที่มีกล้ามขึ้นตามประสาของดิจิมอนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม  ทำให้กาโอกามอนไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงมีดิจิมอนสาว ๆ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดให้กับเจ้าชายองค์นี้กันมากนัก

 

กาโอกามอนสะดุ้งตื่นจากความงงแล้วสะบัดหัวไป ๆ มา ๆ เล็กน้อย  เมื่อเขาต้องการหันไปดูขบวนของเจ้าชายอีกครั้ง  ซึ่งตอนนี้ขบวนของเจ้าชายก็ได้หยุดอยู่ที่ประตูทางเข้าเรียบร้อยแล้ว   กลุ่มทหารรับใช้ในชุดผ้าคลุมสีดำผู้ที่กำลังยกเสลี่ยงของเจ้าชายอยู่นั้น  พวกเขาได้ค่อย ๆ วางมันลงเพื่อให้เจ้าชายได้ก้าวเท้าเดินลงมา  ซึ่งพวกเขาต่างก็โค้งคำนับเป็นการทำความเคารพ  แล้วเริ่มเปิดทางให้เจ้าชายได้เดินผ่านประตูเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้น  ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือ  การุรุมอนไม่เห็นมีท่าทีว่าจะประหลาดใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตาของเขาที่เปลี่ยนไปเลย   ทุกอย่างดูเหมือนกับเป็นเรื่องปกติราวกับว่าการุรุมอนนั้นคือ เจ้าชายอนูบิสจริง ๆ

 

การุรุมอน...เกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่นะ” กาโอกามอนพูดกับด้วยเองด้วยความสงสัย  แล้วพยายามเดินเข้าไปใกล้บริเวณนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  จนกระทั่งเหล่าทหารได้เดินออกมาบอกให้เขาหยุด  ซึ่งก็ห่างจากจุดที่เจ้าชายอยู่มากพอสมควร

 

กาโอกามอนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย  แต่ก็พยายามมองดูการุรุมอนจนกระทั่งเขาได้เดินหายเข้าไปในปีรามิดพร้อมกับเหล่าข้าทาสและนางรำที่กำลังเดินตามเข้าไป  “ฮืม...เราจะต้องหาทางเข้าไปในนั้นให้ได้...” กาโอกามอนคิดในใจแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในฝูงชน  เพื่อที่จะวางแผนหาทางเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น  เพราะเขายังรู้สึกสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของเขาอยู่

 

****************************

 

ณ ห้องโถงใหญ่ของปีรามิดสีทอง   การุรุมอนผู้ที่อยู่ในฐานะของเจ้าชายอนูบิสแห่งเมืองปริศนา  ได้เดินผ่านทาสรับใช้ของเขาขึ้นไปยังบัลลังค์สีทองที่ส่องสว่างอยู่กลางห้อง  โดยเขาค่อย ๆ นั่งลงบนที่ประทับแห่งนั้นอย่างช้า ๆ  แล้วมองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อดูเหล่าผู้รับใช้ของเขาอยู่สักพัก    เขาเริ่มออกคำสั่งโดยการโบกมือข้างหนึ่งไปมา  ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณบอกให้พวกทหารออกไปรออยู่ข้างนอกนอกห้อง  เหลือไว้แต่เหล่าดิจิมอนนางรำสาวสวยที่เริ่มทยอยกันก้าวเท้าขึ้นมายืนอยู่รอบ ๆ บัลลังค์ที่เขานั่งและทำการเต้นระบำไปมา  ซึ่งการแสดงของพวกเธอก็ได้สร้างความเพลิดเพลินและความพึงพอใจให้แก่เจ้าชายอนูบิสพระองค์นี้เป็นอย่างมากจนน่าอิจฉา

 

ฮึ ๆๆ...ดีมากสาว ๆ...ทำให้ข้าพึงพอใจ แล้วพวกเจ้าจะมีความสุข...ฮึ ๆๆ” เจ้าชายอนูบิสพูดกับเหล่านางรำด้วยความสุข  แล้วเริ่มเรียกแต่ละคนให้เข้ามาปรนิบัติเขา โดยบางคนก็ช่วยกันเสริฟอาหารป้อนอาหารเข้าปาก  บางคนก็เข้าโอบกอดช่วยกันนวด  บางคนก็ยังคงเต้นระบำให้ความเพลิดเพลินอยู่อย่างนั้น   ดูแล้วช่างเป็นชีวิตที่สุขีสุโขอะไรเช่นนี้

 

****************************

 

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ บริเวณรอบนอกของปีรามิค  กาโอกามอนก็ได้พยายามสำรวจและหาช่องทางที่พอจะเข้าไปยังที่ที่การุรุมอนอยู่ให้ได้  โดยเขาได้เดินไปเดินมาอยู่รอบ ๆ กำแพงที่ห้อมล้อมปีรามิด  และตรงทางเข้าที่มีทหารเฝ้ายามอยู่กันสองคน  เขาเริ่มรู้สึกเป็นห่วงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับการุรุมอน  เพราะทุกครั้งที่มีเรื่องอะไรผิดปกติ  เรื่องเหล่านั้นมันมักจะมีผลต่อเพื่อนของเขาคนนี้อยู่เรื่อย  ฉะนั้นเขาจึงต้องรีบหาทางเข้าไปช่วยการุรุมอนให้เร็วที่สุดให้ได้

 

เอาล่ะ...ฮึบ!!” กาโอกามอนได้จังหวะที่ปลอดคนแล้วรีบกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปข้างในอาณาเขตของปีรามิด  เขาใช้ทักษะของเขาสยบการตรวจจับของเหล่าทหารที่เฝ้ายามอยู่ตามที่ต่าง ๆ จนเขาก็ได้มายืนหลบอยู่ในมุมมืดมุมหนึ่งที่ใกล้กับทางเข้าไปยังข้างใน  เขายืนเฝ้าดูสถานการณ์อยู่อย่างเงียบ ๆ  จนกระทั่งเขาเห็นพวกทหารยามได้เดินพ้นออกไปจากสายตาของเขา  เขาจึงได้โอกาสรีบวิ่งเข้าไปข้างในปีรามิดนั้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครได้ทันสังเกตเลยแม้แต่น้อย

 

ณ บริเวณทางเดินภายในปีรามิดที่เงียบสงัด และสว่างไสวไปด้วยแสงของคบเพลิงที่อยู่ตามกำแพง  กาโอกามอนเริ่มก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างช้าๆ  พร้อมกับมองสิ่งต่าง ๆ ที่ดูแปลกตาอยู่รอบ ๆ ตัว   เขาจำได้ว่าสถานที่แห่งนี้เคยดูเก่าและทรุดโทรมเป็นอย่างมาก   แต่ในเวลานี้มันกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง  “อืม...ไม่น่าเชื่อ...ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นปีรามิดเดียวกันแท้ ๆ...แต่บรรยากาศของมันในตอนนี้ไม่เห็นเหมือนกับตอนที่เราเข้ามาเลย...” กาโอกามอนพูดกับตัวเองแล้วก็มาหยุดอยู่ในห้องโถง  ซึ่งมีรูปปั้นเทพอนูบิสที่เขาเคยเห็นด้วยกันกับการุรุมอนตอนที่พวกเขาเข้ามากันในครั้งแรก  โดยตอนนี้ลักษณะของมันดูใหม่กว่าเดิมและดูดีกว่าเดิมที่เคยเป็นมากจนเขาต้องรู้สึกแปลกใจ

 

หืม...มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เกี่ยวพันกันแน่ ๆ...อนูบิส...การุรุมอน...อนูบิสการุรุมอน...” กาโอกามอนพยายามนึกอยู่สักพัก  แต่เขาก็คิดไม่ออกแล้วก็เดินต่อเข้าไปในทางเดิน

 

กาโอกามอนเดินต่อไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นภาพวาดบางอย่างที่อยู่บนกำแพง “อืม...ภาพวาดนี่มันอะไรนะ...ก่อนหน้านี้มันไม่มีนี่หน่า...” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยแล้วเริ่มสำรวจดูรูปภาพนั้นอย่างละเอียด   มันเป็นรูปของเทพอนูบิสที่ถือคฑากางเขนสีทองอยู่ในมือ  กำลังร่ายมนต์อะไรบางอย่างกับเหล่าวิญญาณชั่วร้ายที่ได้ลอยบินออกมาจากประตูบานหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า  “เอ...ภาพอนูบิส...กับวิญญาณ...คล้ายกับว่าเป็นการปลดปล่อย หรือ อะไรสักอย่าง...” กาโอกามอนพูดไปมองไปด้วยความอยากรู้ราวกับว่าภาพนี้มันกำลังสื่อถึงอะไรบางอย่างกับเขา  จนกระทั่งเขาเหลือบไปเห็นข้อความที่เขียนเป็นภาษาดิจิตอลอยู่ด้านล่างของรูปภาพนี้ “หือ...มีอะไรเขียนไว้ข้างล่างนี้ด้วย...” เขาเอ่ยขึ้นแล้วเริ่มทำการแปลข้อความออกมา

 

ประตูนรกหลับใหล...วิญญาณร้ายรอหวนคืน...คฑาทองส่องสว่าง คำอธิฐานของอนูบิสคือ กุญแจ...”

 

กาโอกามอนมีสีหน้าที่รู้สึกสับสนเล็กน้อยหลังจากอ่านประโยคนี้จบ  ซึ่งเขาก็เริ่มทำความเข้าใจสิ่งที่สื่อออกมาพร้อมกับภาพที่ปรากฏอยู่บนกำแพง  โดยสองประโยคแรกนี้พอเข้าใจ คือ มีวิญญาณร้ายหลับใหลอยู่หลังประตูนรก แต่ประโยคหลังนี่รู้สึกว่าจะดูงง ๆ อยู่

 

อืม...คฑาส่องสว่าง...คำอธิฐานของอนูบิสคือ กุญแจ...เอ...มันหมายความว่าอะไร...อืม...” เขานึกไปนึกมาแล้วมองไปที่ภาพนั้นอีกครั้ง  ซึ่งทันใดนั้นเองเขาก็นึกได้ “ห๊ะ!!...คฑาส่องสว่าง...คำอธิฐานของเทพอนูบิส คือ กุญแจ...หรือว่า...แย่แล้ว การุรุมอน!!”

 

ทันที่ที่กาโอกามอนเริ่มนึกออกแล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับการุรุมอน  เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องที่อยู่ลึกสุดโดยทันที  คำถามที่ว่าทำไมเพื่อนของเขาถึงได้กลายเป็นเจ้าชายอนูบิส  ทำไมถึงพวกเขาถึงได้ย้อนเวลากลับมาในอดีต  ตอนนี้เขาได้รู้คำตอบจากข้อความปริศนานั้นหมดแล้ว “อา...ขอให้ทันเถอะ...อย่าเพิ่งทำนะ การุรุมอน”

 

****************************

 

ฝ่าบาท...ได้เวลาทำพิธีเปิดประตูสวรรค์แล้วค่ะ...”

 

เสียงของดิจิมอนสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นกับอนูบิสการุรุมอน  ผู้ที่ยังคงมีความสุขกับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมของดิจิมอนสาว ๆ เหล่านั้น  เขาหันไปพยักหน้าตอบแล้วเริ่มเดินลงมาจากบัลลังค์พร้อมกับสาว ๆ เหล่านั้นที่ยังคงโอบกอด ลูบไล้เอาใจเขาอยู่

 

เชิญทางนี้พะย่ะค่ะ...” ทหารในชุดผ้าคลุมนายหนึ่งโค้งคำนับแล้วเชิญเจ้าชายอนูบิสการุรุมอนให้มายืนอยู่ที่กำแพงด้านหลังของบัลลังค์   เขาเอามือข้างหนึ่งลูบไปมาบนกำแพงราวกับกับว่ากำลังหาอะไรอยู่  จนกระทั่งเขาพบปุ่มแล้วกดมันลงเพื่อที่จะเปิดกลไกของบางสิ่งบางอย่างที่อยู่หลังกำแพงนี้

 

*** ครืนๆๆๆ...ครืนๆๆๆ *** เสียงของกลไกได้เริ่มทำงานและทำให้กำแพงที่อยู่ตรงหน้าเริ่มแยกตัวออกจากกันอย่างช้า ๆ  ซึ่งมันก็เริ่มเผยบางสิ่งบางอย่างที่ถูกซ่อนอยู่ในนั้นออกมาให้เจ้าชายอนูบิสการุรุมอนได้เห็น  ซึ่งตัวเจ้าชายอนูบิสเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยในขณะที่ทาสรับใช้คนอื่น ๆ กลับยืนเฉยไม่แสดงออกของอาการตกใจเลยสักนิด

 

*** ครืนๆๆๆ...ปึ้ง!! *** ในที่สุดสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ก็ปรากฏออกมา   มันคือประตูบานใหญ่สีดำบานหนึ่งที่มีลายสักเป็นรูปเทพอนูบิสสองตัวกำลังยืนเฝ้าอยู่บนนั้น   สิ่งที่น่าแปลกก็คือ  ประตูบานนี้ไม่มีกลอน  ไม่มีที่เปิด  หรือกลไกที่จะดึงมันออกมาให้เห็นเลย  ราวกับว่ามันต้องใช้อะไรบางอย่างที่พิเศษมาก ๆ เปิดมันออกมา

 

ฝ่าบาท...คฑาของพระองค์พะย่ะค่ะ...” ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมยื่นคฑากางเขนสีทองให้กับเจ้าชายอนูบิสการุรุมอน  ซึ่งพอเจ้าชายอนูบิสการุรุมอนได้เห็นมันแล้วก็เริ่มรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่มาจากวัตถุนั้น  มันเหมือนกับว่ามันกำลังเรียกร้องให้เขาใช้มันจนกระทั่งเขาต้องหยิบมันขึ้นมาแล้วชี้ไปที่ประตูบานนั้น เพื่อที่เริ่มทำการเปิดผนึก

 

เดี๋ยวก่อน การุรุมอน!!...อย่านะ!!”

 

ทันใดนั้นเสียงของกาโอกามอนก็ได้ดังขึ้นมา  พร้อมกับตัวของเขาที่วิ่งเข้ามาหาอนูบิสการุรุมอนอย่างรวดเร็ว  ทำให้เหล่าทหารและทาสรับใช้ต่างคนต่างก็รีบเปิดทางให้ผ่านด้วยความตกใจ

 

นี่เจ้าเป็นใคร...กล้าดียังไงถึงได้เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ” ทหารนายหนึ่งพูดตะคอกแล้วทำท่าจะชักดาบออกมาโจมตีกาโอกามอน

 

หยุดก่อนพวกเจ้า...เขาคนนี้เป็นสหายของข้า” อนูบิสการุรุมอนออกคำสั่งกับพวกทหารให้หยุด  แล้วรีบเดินเข้ามาหากาโอกามอน “กาโอกามอน!!...นี่นายหายไปไหนมา!!...ฉันนึกว่า ฉันต้องมาอยู่ที่นี่คนเดียวซะแล้ว”

 

การุรุมอน...ฟังฉันนะ...ที่นี่มันไม่ใช่ความจริง...” กาโอกามอนกระหืดกระหอบแล้วตั้งสติ  ก่อนที่เขาจะพูดอธิบายสิ่งที่เขาไปเจอมาให้การุรุมอนฟัง  “ตอนนี้...ตอนนี้เราอยู่ในอดีต...มันคือ อดีตของสถานที่แห่งนี้”

 

 

อดีต...เรื่องนี้ฉันรู้แล้ว กาโอกามอน...คนพวกนี้...ไม่สิ...พวกเขา...วิญญาณเหล่านี้ ได้เล่าทุกอย่างให้ฉันฟังหมดแล้วพวกเขาบอกว่า...ฉันคือผู้ที่ได้รับเลือกให้มาเป็นเจ้าชายอนูบิสในอดีต...ซึ่งเจ้าชายองค์นี้ คือผู้ทำหน้าที่คอยเปิดประตูสวรรค์  และส่งวิญญาณของคนตายให้ไปสู่สุคติ...และนี่ กาโอกามอน...พวกเขาเหล่านี้ คือ วิญญาณที่กำลังรอคอยฉันอยู่...รอให้ฉันมาเปิดประตูสวรรค์บานนี้อีกครั้ง...ฉันต้องช่วยพวกเขานะ...” อนูบิสการุรุมอนตอบกาโอกามอน แล้วหันหน้าไปมองเหล่าทาสรับใช้ของเขาด้วยความสงสาร

 

กาโอกามอนรู้สึกได้ว่าเพื่อนของเขากำลังถูกหลอกใช้ โดยวิธีการยกย่องให้เป็นเจ้าชายที่มีรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาพร้อมกับมีเสน่ห์อันน่าหลงใหล  ซึ่งจากตรงนี้มันก็ดีพอที่จะทำให้การุรุมอนรู้สึกมีความสุขและเพลิดเพลินไปกับมันมาก  จนบางทีกาโอกามอนเกือบคิดว่าเพื่อนของเขาคงลืมสิ่งที่เป็นปัจจุบันไปแล้ว

 

การุรุมอน!!...เจ้าพวกนี้ มันไม่ใช่วิญญาณธรรมดา ๆ นะ...มันเป็นพวกปีศาจ...และประตูนี้ไม่ใช่ประตูสวรรค์...แต่เป็นประตูนรกที่ขังวิญญาณร้ายเอาไว้ต่างหากเล่า!!...”

 

กาโอกามอน นี่นายเอาอะไรมาพูด!!...พวกเขาน่าสงสารมากเลยนะ...ฉันคือเทพอนูบิส...ฉะนั้นฉันต้องช่วยพวกเขา” อนูบิสการุรุมอนพูดกับกาโอกามอนด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจ  แล้วลุกขึ้นหันกลับไปมองที่ประตูบานนั้นอีกครั้ง  ซึ่งฝ่ายกาโอกามอนเองก็ไม่ละความพยายาม  จึงพูดอธิบายให้การุรุมอนฟังมากขึ้น

 

พวกมันหลอกใช้นายการุรุมอน!!...พวกมันต้องการให้นายเปิดประตูบานนี้ เพื่อที่จะปล่อยวิญญาณที่ชั่วร้ายออกมา...ตอนที่ฉันเข้ามาในนี้...ฉันได้เห็นข้อความกับรูปภาพบนผนัง...มันเป็นรูปเดียวกับเหตุการณ์ในตอนนี้เลย!!”

 

ด้วยคำอธิบายของกาโอกามอน  ทำให้เหล่าทาสรับใช้และทหารต่าง ๆ ที่ยืนอยู่ในห้องเริ่มรู้สึกรำคาญและไม่พอใจเป็นอย่างมาก  ความโกรธและความโมโหของพวกเขาได้เริ่มเผยธาตุแท้ของพวกเขาออกมาทีละน้อย ๆ  โดยเริ่มจากสีหน้าที่เปลี่ยนไปและแววตาที่สดใสกลายเป็นแววตาของปีศาจสีแดงเลือด  ซึ่งทั้งอนูบิสการุรุมอนและกาโอกามอนไม่ได้สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เลย  ทำให้พวกดิจิมอนทาสรับเหล่านี้ได้โอกาสวิ่งเข้ามาจับตัวของกาโอกามอนเอาไว้อย่างรวดเร็ว

 

หา!! อะไรกันเนี่ย!! ออกไปให้พ้นนะพวกแก!!” กาโอกามอนอุทานขึ้นด้วยความตกใจแล้วพยายามดิ้นออกจากการเข้ามารุมล้อมของพวกทหารทาสรับใช้ทั้งหลาย  ซึ่งฝ่ายเจ้าชายอนูบิสการุรุมอนเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน

 

หยุดนะพวกเจ้า!!...นี่กล้าขัดคำสั่งข้าเรอะ!!” เขาพูดออกคำสั่งเสียงแข็งกับทาสรับใช้เหล่านั้น  พร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วชี้คฑาออกไปด้วยความโมโห

 

พวกเขาไม่ได้สนใจกับคำสั่งของฝ่าบาทจริง ๆ หรอก...เจ้าชายอนูบิส”

 

ทันใดนั้นก็มีทหารในชุดผ้าคลุมสีดำคนหนึ่งพูดขึ้นมาจากมุมมืดมุมหนึ่งที่อยู่ด้านหลังสุดของห้อง  ทำให้ทุกคนในห้องรวมทั้งอนูบิสการุรุมอนต้องหยุดชะงักแล้วหันไปมองเจ้าของเสียงด้วยความประหลาดใจ

 

นี่เจ้า!!...เจ้าเป็นใครกัน...และพวกเจ้าทั้งหมดนี่เป็นใครกันแน่!!” อนูบิสการุรุมอนตะโกนถามทหารลึกลับผู้นั้น

 

ฮึๆๆ...ใจเย็นๆ ฝ่าบาท...พวกเราแค่ต้องการความเมตตาจากฝ่าบาทเท่านั้น...พวกเราเฝ้ารอฝ่าบาทมานานนับปี ก็เพื่อวันนี้วันเดียว...วันที่ฝ่าบาทจะกลับมาปลดปล่อยเจ้านายของพวกเราให้เป็นอิสระอีกครั้ง...” ทหารลึกลับผู้นั้นกล่าวตอบด้วยวาจาที่นอบน้อมแล้วโค้งคำนับให้แก่อนูบิสการุรุมอน  ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่าเรื่องถึงที่มาทั้งหมดให้ฟัง  “ หลายร้อยปีมาแล้ว...เจ้านายของพวกเรา...ถูกเทพอนูบิสผู้เป็นเจ้าแห่งความตายลงโทษ โดยการเปิดประตูบานนี้และกังขังดวงวิญญาณของเจ้านายพวกเราให้จองจำอยู่ในนรก...เจ้านายของพวกเราจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่หลังประตูบานนั้น...จนกว่าจะมีผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม...ดังเช่นฝ่าบาท...ได้รับเกียรติให้มาเป็นเจ้าชายอนูบิส...เพื่ออภัยโทษและปลดปล่อยเจ้านายของพวกเราได้กลับออกมาได้อีกครั้ง...”

 

หลังจากที่อนูบิสการุรุมอนรับฟังคำอธิบายของทหารคนนั้น  เขาก็รู้สึกสงสารเหล่าดวงวิญญาณดิจิมอน  ผู้ที่ไม่สามารถกลับไปเกิดใหม่ได้นี้ขึ้นมา  ซึ่งขณะนั้นเองเขาก็ไม่ได้สังเกตเลยว่าเหล่าดวงวิญญาณพวกนั้น  แอบสะแหยะยิ้มมองดูเขาอยู่อย่างไม่น่าไว้วางใจ

 

การุรุมอน...อย่าไปเชื่อนะ...พวกมันโกหก...” กาโอกามอนหันไปพูดเตือนอนูบิสการุรุมอนเมื่อเขาแน่ใจว่า  ต้องมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ

 

กาโอกามอน...มีเหตุผลหน่อยสิ...การที่ฉันถูกเรียกตัวมา...ก็มาเพื่อแก้ไขสถานการณ์...มาช่วยพวกเขานะ...พวกเขารอฉันอยู่...จะไม่ให้ฉันช่วยพวกเขาได้ยังไง” การุรุมอนตอบกาโอกามอนโดยมีสีหน้าที่ลังเล  เมื่อจิตใจของเขากำลังเอนเอียงไปอีกฝ่ายหนึ่งซะแล้ว

 

ฝ่ายพวกวิญญาณทาสรับใช้ก็เริ่มรู้สึกพึงพอใจหลังจากได้ยินคำพูดของการุรุมอน  พวกเขาทั้งหมดเริ่มเดินเข้ามารุมล้อมเขา  โดยขณะเดียวกันนั้นเองทหารลึกลับคนนั้นได้เดินผ่านเข้ามา  เพื่อที่จะพูดหลอกล่อให้เจ้าชายของเขาหลงเชื่อมากขึ้น ๆ “ถูกต้องแล้วฝ่าบาท...การที่พวกเราเรียกฝ่าบาทมายังอดีต  ก็เพราะว่าเราต้องการให้ฝ่าบาทกลับมาแก้ไขสถานการณ์  เพื่อให้อนาคตของพวกเราได้กลับมาสดใสอีกครั้ง...ฝ่าบาทคือผู้ที่สามารถเปลี่ยนอดีตได้ เจ้าชายอนูบิส...”

 

ผู้ที่สามารถเปลี่ยนอดีตได้...งั้นหรือเนี่ย...” การุรุมอนเอ่ยกับตัวเองแล้วก้มหน้าลงมองดูคฑาทองของเขาที่อยู่ในมือ ทำให้ทหารคนนั้นได้โอกาส  จึงพูดต่อไปอีก

 

ด้วยพลังที่ฝ่าบาทมีอยู่ในตัว...ฝ่าบาทสามารถปลดปล่อยเจ้านายของพวกเราออกมาได้ เพียงแค่ชี้คฑาไปที่ประตู...แล้วอธิฐาน”

 

กาโอกามอนสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเมื่อเขารู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา  วิธีการที่เจ้าทหารคนนั้นแนะนำให้อนูบิสการุรุมอนทำนั้น  มันเป็นวิธีการเดียวกับข้อความที่เขาพบอยู่บนผนังเลย  ซึ่งถ้านั่นเป็นจริงล่ะก็  แปลว่าเพื่อนของเขาถูกหลอกแน่ ๆ แล้ว  เขาพยายามตั้งสติแล้วลองสังเกตสิ่งรอบ ๆ ตัว  ซึ่งเขาก็ได้เห็นสายตาของพวกวิญญาณทาสรับใช้ที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด  กำลังจับจ้องไปที่อนูบิสการุรุมอน  ผู้ที่กำลังเริ่มยกคฑาขึ้นไปชี้ที่ประตูแล้วเริ่มทำการอธิฐาน

 

อย่านะ การุรุมอน!!...มันเป็นกับดัก!!...”

 

*** วูบๆๆๆ...แว้บๆๆๆ ***  ทันใดนั้นแสงสว่างสีทองเริ่มส่องออกมาจากตัวของอนูบิสการุรุมอน  ซึ่งมันค่อย ๆไหลออกไปรวมตัวกันที่ปลายคฑารูปกางเขนนั้นอย่างช้า ๆ  ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นเอง  ประตูบานใหญ่สีดำที่อยู่ตรงหน้าก็เริ่มสั่นสะเทือนราวกับว่ากำลังถูกใครบางคนนั้นขยับไปมา

 

การุรุมอน อย่านะ!!...หยุด..หยุดก่..อ...” กาโอกามอนพยายามบอกให้การุรุมอนหยุด  แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกใจเมื่อเขาเห็นทหารลึกลับคนนั้นกำลังเดินเข้าไปหาอนูบิสการุรุมอน  พร้อมกับมีดปลายแหลมที่ดึงออกมาจากผ้าคลุมด้านหลัง

 

แย่แล้ว...แย่แล้ว!!...การุรุ...” *** ฟึบ!! *** “อื้อ...อื้อ...ฮื่อ!!” ในช่วงวินาทีที่กาโอกามอนกำลังจะตะโกนให้การุรุมอนระวังข้างหลังอยู่นั้น  เหล่าวิญญาณข้าทาสที่รายล้อมอยู่ก็กรูกันเข้ามาจับปากกาโอกามอนไว้  ทำให้เขาไม่สามารถส่งเสียงต่อไปได้  เขาพยายามดิ้นให้หลุดแต่ก็ดูเหมือนว่าจะยากเพราะเขาคนเดียวกับวิญญาณหลายสิบตัวนั้น  ไม่มีทางเลยที่จะหลุดพ้น

 

พอเจ้าทหารลึกลับคนนั้นเห็นกาโอกามอนถูกจับไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เขาจึงเดินเข้าไปหาเป้าหมายของเขาต่อพร้อมกับเตรียมยกมีดขึ้นมาเพื่อที่จะแทงอนูบิสการุรุมอน  ผู้ที่กำลังตั้งสมาธิปล่อยพลังออกไปที่ประตูนรก  ซึ่งตอนนี้มันก็เริ่มที่จะเปิดออกมาอย่างช้า ๆ แล้ว

 

ฮึๆๆๆ...นั่นล่ะ...อีกนิดเดียว” นายทหารลึกลับพูดกับตัวเองเบา ๆ ด้วยสีหน้าที่ชั่วร้าย  เมื่อเขาเห็นว่าแผนของเขาใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว

 

ฮื่อ...อือ...อือ!!” ฝ่ายกาโอกามอนก็พยายามดิ้นให้หลุดมากขึ้น ๆ เมื่อเขาเห็นเพื่อนของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย โดยหวังว่าเขาจะต้องช่วงเพื่อนของเขาเอาไว้ให้ทันให้ได้

 

ฮึๆๆๆ...ตายซะเถอะ!!...ย๊า!!”

 

ฮื่อ...ฮ๊าาา...กร๊าาา...Spiral Blow” *** เปรี้ยง *** ในจังหวะที่นายทหารลึกลับคนนั้นกำลังจะเผด็จศึกด้วยการปล่อยมีดของเขาให้พุ่งตรงลงไปยังแผ่นหลังของอนูบิสการุรุมอนนั้น  มันเป็นจังหวะเดียวกับที่กาโอกามอนสามารถหลุดออกมาจากวงล้อมของวิญญาณเหล่านั้นพอดิบพอดี  ทำให้กาโอกามอนไม่รอช้า  จึงรีบพ่นพลังวายุของเขาออกไปกระแทกกับใบมีดอันนั้นจนมันหักเป็นสองท่อนลอยออกไป  ซึ่งนั่นก็ทำให้อนูบิสการุรุมอนได้สติแล้วรีบหันกลับมามองดูในที่สุด

 

อะไรเนี่ย!!...นี่เจ้าจะทำอะไรข้า!!”

การุรุมอน...หนีเร็ว...” กาโอกามอนตะโกนเรียกแล้วกระโจนออกไปปกป้องเพื่อนของเขาอย่างรวดเร็ว

 

เฮ้ย แก!!...” *** ผัวะ!! ปึ้ง*** “โอ๊ย!!” นายทหารลึกลับคนนั้นโกรธมากเมื่อแผนของเขาถูกคนขัดขวาง  เขาจึงหันหลังกลับไปฟาดกาโอกามอนด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มีลักษณะเป็นโซ่ยาว ๆ โผล่ออกมาจากผ้าคลุมของเขา  ทำให้กาโอกามอนกระเด็นออกไปจนร่างของเขากระแทกเข้ากับกำแพงห้องจนสลบ  ซึ่งอนูบิสการุรุมอนเองก็ตกใจเป็นอันมากและนึกออกได้ในทันทีเลยว่าเจ้าทหารคนนี้คือ ดิจิมอนชนิดอะไร

 

เจ้า...แฟนโธมอน!!”

ฮึๆๆ...สมแล้วที่มีพลังแห่งแสงสว่างอยู่ในตัว...ท่านเจ้าชายอนูบิสการุรุมอน...”

 

นายทหารลึกลับหันมาหัวเราะ ฮึๆ กับอนูบิสการุรุมอนแล้วลอยตัวขึ้นไปอยู่ในอากาศ   เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังร่างที่แท้จริงของเขาต่อไป  ดังนั้นเขาจึงแสดงพลังที่เขาได้ซ่อนอยู่ออกมาให้พวกการุรุมอนได้เห็น “ย๊า!!” เขาตะโกนร้องแล้วหมุนตัวเองอย่างรวดเร็วจนผ้าคลุมของเขานั้นลอยพ้นออกไปจากร่างที่แท้จริงของเขา  ซึ่งก็คือ ดิจิมอนปีศาจสีดำในชุดผ้าคลุมแดง และมีดเคียวยาวที่มีไว้ตัดเส้นชีวิตอยู่ในมือ

 

ใช่เจ้าจริงๆ ด้วย...แฟนโธมอน!!”

ฮึๆๆ...ช่างน่าเสียดายจริงๆ...อีกนิดเดียวแท้ ๆ”

นี่เจ้าหมายความว่าไง...อีกนิดเดียว...เจ้าคิดจะฆ่าข้าในขณะที่ข้าเผลอใช่ไหมล่ะ!!”

 

ฮึๆๆ...ใช่...นอกจากข้าจะวางแผนให้เจ้าเปิดประตูนรกเพื่อปลดปล่อยเจ้านายของพวกข้าแล้ว...ข้ายังมีอีกแผนหนึ่งที่ข้าต้องทำให้สำเร็จด้วย...ฮึๆๆ แผนที่ว่านั่นก็คือ...การเอาชีวิตของเจ้าในฐานะที่เป็นตัวแทนแห่งเทพอนูบิส...มาสังเวยมอบให้กับเจ้านายของข้า...ซึ่งถ้าเขาได้มันมา...เขาก็จะกลายเป็นเทพแห่งความตายที่สมบูรณ์แบบ...เขาจะมีพลังแห่งความตายที่สูงที่สุดและขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนเทพอนูบิสยังไงล่ะ ฮ่าๆๆๆ...”

 

อนูบิสการุรุมอนมองแฟนโธมอนอย่างระมัดระวังแล้วเริ่มก้าวเท้าเดินถอยออกมาเพื่อที่จะตั้งท่าสู้  แต่เขาลืมไปว่าพวกวิญญาณร้ายที่เป็นสมุนพวกมันนั้นยังยืนอยู่รอบ ๆ ตัวเขา  ทำให้เขาต้องเปลี่ยนเป้าหมายมามองเจ้าพวกนี้แทน  “ชิ...บ้าจริง!!” เขาแยกเขี้ยวขู่พวกวิญญาณเหล่านั้น  ซึ่งพวกมันก็ค่อย ๆ เผยธาตุแท้ออกมาเป็นบาเคมอน  ดิจิมอนภูตผีในชุดผ้าคลุมสีขาว  ลอยไปลอยมาอยู่ในห้อง

 

โห...หน็อยแน่พวกเจ้า!!” อนูบิสการุรุมอนส่งเสียงขู่หันไปหันมาเมื่อพวกบาเคมอนลอยเข้ามาใกล้เขาเรื่อย ๆ  เขาจ้องมองพวกมันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ  ซึ่งในขณะนั้นเองกาโอกามอนก็ได้สติฟื้นขึ้นมาอีกครั้งพอดี  “ห๊ะ!!...การุรุมอน”กาโอกามอนเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่รอช้า  โดยรีบปล่อยพลังพลังวายุออกไปที่พวกบาเคมอนนั่นอย่างรวดเร็ว

 

Spiral Blow”  *** ตูม ***

กาโอกามอน!!”

 

กาโอกามอนกระโดดเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ อนูบิสการุรุมอนหลังจากที่พวกบาเคมอนได้ถูกป่นเป็นผงภายในทีเดียว  ทำให้ตอนนี้จึงเหลือเพียงแฟนโธมอนที่เป็นศัตรูของพวกเขาอยู่เท่านั้น

 

ฮื่อ...ยุ่งไม่เข้าเรื่องนะเจ้า!!...ย๊า!!” แฟนโธมอนโกรธจัดที่ลูกสมุนของเขาถูกทำลายจนไม่เหลือ  จึงได้พุ่งตรงเข้ามาหากาโอกามอนแล้วเงื้อมเคียวออกพร้อมที่จะฟัน  แต่อนูบิสการุรุมอนก็ได้กระโจนออกไปตอบโต้ด้วยคฑาทองของเขาทันที

 

*** เปรี๊ยง!! *** “หน็อยแน่!!” แฟนโธมอนรับการปะทะจากอนูบิสการุรุมอน  เมื่อเคียวของเขาถูกคฑาทองตวัดจนหงายออกไป  เขาจึงหยุดการโจมตีแล้วลอยถอยออกห่างอย่างรวดเร็ว “ฮึๆๆ...อย่างพวกเจ้า  ต้องเจอกับเจ้านายข้า!!...”

 

*** ครืนๆๆ  ปึ้ง!!***  ทันใดนั้น  ประตูที่อนูบิสการุรุมอนเพิ่งใช้พลังปลดคำสาบก็ได้ถูกเปิดออกมาอย่างแรง  ราวกับว่าถูกคนข้างในนั้นผลักออกมา   ทั้งอนูบิสการุรุมอนและกาโอกามอนต่างก็หันไปมองดูจนกระทั่งพวกเขาได้เห็นดิจิมอนตัวหนึ่งกำลังเดินก้าวเท้าผ่านเปลวไฟที่ร้อนระอุออกมาจากประตูบานนั้นอย่างช้า ๆ  ร่างของมันได้ปรากฏขึ้นในรูปของปีศาจโครงกระดูกที่ถือไม้เท้าลูกแก้วสีเหลืองอยู่ในมือ

 

ยินดีต้อนรับกลับครับนายท่าน...ท่านสกัลซาตานมอน...” แฟนโธมอนกล่าวต้อนรับนายของเขาแล้วโค้งคำนับ

สกัลซาตานมอน!!...นี่น่ะหรือเจ้านายของพวกเจ้า...” อนูบิสการุรุมอนเอ่ยแล้วมองไปยังดิจิมอนซาตานตัวนั้น  หลังจากที่เขาเห็นมันได้เดินพ้นประตูออกมายืนอยู่ตรงหน้า

 

ฮ่าๆๆๆ ในที่สุด...ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระอีกครั้ง!!” สกัลซาตานมอนหัวเราะอย่างมีความสุขกับอิสระภาพที่เขาเพิ่งจะได้รับ  แล้วหันไปกล่าวชมลูกน้องของเขา “ทำได้ดีมาก แฟนโธมอน...เจ้าสมควรที่จะได้รับรางวัล”

 

มิบังอาจครับนายท่าน...ข้าแค่ต้องการช่วยเหลือท่าน ในฐานะคนรับใช้ที่จงรักภักดีครับ” แฟนโธมอนตอบแล้วโค้งคำนับเล็กน้อย

 

ฮึๆๆ...แต่ว่า ข้ายังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก...ข้าต้องการพลังอีก...เจ้าพอจะช่วยข้าได้ไหม”

ได้ครับท่าน...เพียงแค่ท่านรับสั่ง ข้าจะทำตามสิ่งที่ท่านต้องการทุกอย่าง”

งั้นก็จงตายเพื่อข้า!!”

หา!!...อะไรนะครับท่าน!!”

 

ทันไดนั้นเองสกัลซาตานมอนสะแหยะยิ้มแล้วยืนมือไปจับตัวของแฟโธมอนเอาไว้อย่างรวดเร็ว  ทำให้แฟนโธมอนตกใจและพยายามดิ้นไปดิ้นมาด้วยความตื่นกลัว “นี่ท่าน...ท่านจะทำอะไรครับ”

 

ฮึๆๆ...เดี๋ยวก็รู้...” สกัลซาตานมอนหัวเราะแล้วเริ่มจับคฑาลูกแก้วของเขามาเล็งที่เหยื่อของเขาอย่างช้า ๆ

 

นี่เจ้าจะทำอะไรเขาน่ะ” อนูบิสการุรุมอนตะโกนถามดิจิมอนซาตานด้วยรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เห็น

มอบความตายให้กับมันยังไงล่ะ...ย๊า!!” สกัลซาตานตอบด้วยสีหน้าที่โหดเหี้ยม  แล้วทันใดนั้นเองเขาก็ปล่อยพลังสายฟ้ากระแทกใส่แฟนโธมอนอย่างแรง  ทำให้แฟนโธมอนกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง  ก่อนที่จะสลายร่างไปเป็นละอองข้อมูล

 

*** เปรี้ยง!! *** “อ๊าาาา...นายท่าน!!” *** ตูม!! ***

 

จากสิ่งที่เห็นทำให้อนูบิสการุรุมอนและกาโอกามอนรู้สึกโกรธมาก  เจ้าดิจิมอนตัวนี้มันทำร้ายได้แม้กระทั่งลูกน้องที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดี  ตั้งแต่พวกเขาต่อสู้กับพวกศัตรูมา  ก็ไม่เคยเห็นใครโหดเหี้ยมเท่านี้มาก่อนเลย

 

เจ้า!!...เลวที่สุด!!” อนูบิสการุรุมอนตะโกนออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับตั้งท่าเตรียมสู้ “ทั้ง ๆ ที่หมอนั่นมันอุตส่าห์ช่วยเจ้า...แต่เจ้ากลับเห็นชีวิตเขาเป็นแค่ของเล่น!!”

 

สกัลซาตานมอนมองดูอนูบิสการุรุมอนอยู่สักพักแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างไม่มีเหตุผล “ฮ่าๆๆๆ...นี่เจ้าพูดอะไรออกมาเนี่ย เจ้าชายอนูบิส...เจ้าเองก็เป็นเทพแห่งความตายเหมือนข้า...ทำไมถึงได้อ่อนไหวกับเรื่องแค่นี้นัก...นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าสมควรจะมานั่งในตำแหน่งเทพแห่งความตายแทนเจ้า...เจ้ามันอ่อนแอ ขี้ขลาด!!”

 

อนูบิสการุรุมอนฟังคำพูดของดิจิมอนซาตานก็รู้สึกโกรธมากขึ้น  แต่เขาก็ควบคุมอารมณ์เอาไว้เพื่อที่ตอบเจ้าสกัลซาตานมอนอย่างใจเย็น “ฮึๆๆ...อ่อนแอ...ข้านี่เรอะอ่อนแอ...ฮึๆๆ ข้าว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า สกัลซาตานมอน...เจ้ากลัวว่าจะมีคนอื่นมาข่มเหงตัวเอง  เจ้าเลยต้องการอำนาจแห่งความตายมาทำให้ตัวเองเหนือกว่าคนอื่น!!...จริงอยู่ที่ว่าข้าเป็นเทพแห่งความตาย...แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะต้องมอบความตายให้แก่คนอื่น ๆ ที่ยังไม่สมควรตายหรอกนะ...ทุกชีวิตล้วนหนีความตายไม่พ้น...เพียงแต่จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของพวกเขา...ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเอาแต่ใจของเทพแห่งความตาย จงรู้ไว้ซะด้วย!!”

 

หน็อยแน่ เจ้าชายอนูบิส!!...เจ้าหาว่าข้าอ่อนแองั้นเรอะ...งั้นมาพิสูจน์กันว่าใครคือเทพแห่งความตายที่แท้จริง!!” สกัลซาตานมอนรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างทันใดเมื่อถูกอนูบิสการุรุมอนดูถูกกลับว่าเป็นดิจิมอนที่อ่อนแอ  เขาจึงยกคฑาลูกแก้วขึ้นแล้วเริ่มพุ่งเข้ามาจู่โจมอนูบิสการุรุมอนอย่างรวดเร็ว

 

ตายซะเถอะ ย๊า!!”

อยากพิสูจน์ใช่ไหม!!...ได้!! งั้นข้าจะสงเคราะห์ให้!!”

 

 *** เปรี้ยงปร้าง ๆๆๆ!! โคร้งเคร้ง ๆๆๆ!! ปึกปัก ๆๆๆ!!*** ช่วงเวลานั้นเองก็เกิดการดวลคฑากันขึ้นระหว่างเทพอนูบิสกับสกัลซาตานมอน  โดยมีตำแหน่งเทพแห่งความตายเป็นเดิมพัน  ซึ่งในช่วงเวลาแห่งการดวลกันนั้น  กาโอกามอนก็ได้แต่มองดูเพราะการจู่โจมของทั้งสองนั้นมันเร็วมากจนจับทางไม่ทัน

 

*** ตูม!! *** “โอ๊ย!! หน็อยแน่!!”สกัลซาตานมอนเริ่มยั๊วะเมื่อเขาพลาดท่าโดนอนูบิสการุรุมอนฟาดเข้าที่ไหล่จนกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงห้อง  เขาจึงยกคฑาลูกแก้วขึ้นแล้วปล่อยไม้ตายสายฟ้าออกไปที่เป้าหมายด้วยความโมโห

 

ลองนี่…Nail Bone!!” *** แช่ด ๆๆๆๆ ***

 

จังหวะนั้นเอง  ในช่วงวินาทีที่ไม้ตายของสกัลซาตานมอนกำลังพุ่งเข้ามา  อนูบิสการุรุมอนก็ได้รู้สึกถึงพลังอย่างที่แฝงอยู่ในตัว  มันเหมือนกับมีใครบางคนได้เข้ามาโอบอุ้มร่างของเขาไว้  และกำลังช่วยเหลือเขาอยู่โดยการเริ่มบังคับมือของเขาให้โบกคฑากางเขนไปมาแล้วก็ฟาดตัดผ่านไม้ตายของดิจิมอนซาตานตัวนั้นอย่างแรง

 

ย๊าก!!...” *** เปรี้ยง!! ฟุบ!! ***

อะ...อะไรน่ะ!!”

การุรุมอน!!”

 

ทั้งสกัลซาตานมอนและกาโอกามอนต่างก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น  ซึ่งหลังจากนั้นร่างของอนูบิสการุรุมอนก็ได้ส่องสว่างออกมาเป็นแสงสีทอง   แสงสว่างดังกล่าวมันทำให้สกัลซาตานมอนต้องเบือนหน้าหนียกเว้นกาโอกามอนที่เขาสามารถมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้นได้อย่างชัดเจน   “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย...และนั่น...นั่นมันอะไรน่ะ” กาโอกามอนเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ  เมื่อเขาเริ่มเห็นดวงวิญญาณของใครบางคนกำลังซ้อนทับอยู่บนร่างของอนูบิสการุรุมอน  ซึ่งเขาก็พยายามมองไปมองมาจนกระทั่งเริ่มเห็นใบหน้าของดวงวิญญาณดวงนั้นได้อย่างชัดเจน

 

หา!!...นะ..นั่น...เทพอนูบิส!!”

 

ใช่แล้ว...ดวงวิญญาณดวงนั้นก็คือเทพอนูบิสที่กำลังสิงร่างของการุรุมอนอยู่นั่นเอง  ลักษณะร่างกายของเขาก็เป็นสุนัขเหมือนกับการุรุมอนทุกประการเพียงแต่ว่าร่างของเขาเป็นร่างครึ่งคนครึ่งสัตว์ที่มีสีดำ  แววตาที่เหมือนจะดูดุร้ายแต่มันก็แฝงไปด้วยความเมตตา  ชุดผ้าถุงสีทอง  และหมวกฟาโรห์อันเดียวกับที่อนูบิสการุรุมอนสวมใส่อยู่  คฑากางเขนแห่งความตายที่เริ่มส่องแสงและชี้ลงไปยังสกัลป์ซาตานมอนเพื่อที่จะทำการสำเร็จโทษสิ่งชั่วร้ายตนนั้น

 

สกัลซาตานมอน!!...ความผิดของเจ้านี่ช่างใหญ่หลวงนัก...ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าสามารถให้ความตายแก่ใครก็ได้...งั้นจงรับความตายที่ข้าจะมอบให้นี้ล่ะกัน!!”

 

ไม่!!...ไม่มีทาง!!...ข้าเป็นเทพแห่งความตาย...ข้าเหนือกว่าเจ้า...ข้าไม่มีทางตายได้หรอก!!” สกัลซาตานมอนตอบเสียงสั่นเมื่อเขาเริ่มรู้สึกกลัวกับการปรากฏตัวของเทพอนูบิสตัวจริง  ซึ่งเป็นเทพอนูบิสผู้ที่เคยลงโทษเขาให้อยู่ในนรกมาก่อนด้วย   เขาจับคฑาลูกแก้วไว้แน่นแล้วเริ่มที่จะปล่อยพลังออกมาโจมตีอีกครั้ง  แต่ว่าพลังแห่งแสงสว่างที่ส่องออกมามันเริ่มทำให้ร่างกายของเขาแทบจะขยับเขยื้อนไม่ได้  จนกระทั่งเขาต้องยอมปล่อยคฑาของเขาให้ร่วงหล่นลงไปที่พื้น “อ๊าไม่...ข้าไม่ยอม!!...ข้าอุตส่าห์ออกมาได้...ข้าไม่มีวันที่จะกลับเข้าไปอีก!!”

 

เจ้าจะไม่มีวันกลับเข้าไปได้อีกหรอก...เพราะว่าข้าเห็นคงต้องจบชีวิตของเจ้าลงซะทีแล้ว...จงสลายร่างไปพร้อมกับพลังแห่งความตายนี้เถอะ!! ย๊า!!” เทพอนูบิสในร่างของอนูบิสการุรุมอนกล่าวกับดิจิมอนซาตานด้วยความสมเพชเวทนา  แล้วได้ยิงพลังแห่งแสงพุ่งเข้ากระแทกกับร่างของสกัลซาตานมอนอย่างจัง

 

*** เปรี้ยง!! *** “อ๊า...ข้าไม่ยอม...ข้า...ไม่...ยอม...อ๊าาาาา” *** ตูม!! ***

 

สิ้นเสียงกรีดร้องของสกัลซาตานมอน  ร่างของมันก็ได้ระเบิดและสลายไปในชั่วพริบตา  ตามมาด้วยแสงทองที่เริ่มส่องเข้ามาในห้องราวกับแสงแดด  พร้อมกับดวงวิญญาณของดิจิมอนทั้งหลายที่ถูกปลดปล่อยออกมา  หลังจากที่ถูกสกัลซาตานมอนจองจำข้อมูลของพวกเขาไว้อยู่มานานแสนนาน

 

 เทพอนูบิสได้อาศัยร่างของอนูบิสการุรุมอนเป็นตัวแทนในการสื่อสาร  แล้วได้ลอยตัวลงมายืนอยู่ตรงหน้ากาโอกามอนด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร  ซึ่งพอเขาลงมาถึงพื้น  เขาก็ได้พูดอธิบายอะไรบางอย่างแก่กาโอกามอน  “สิ่งที่เจ้าเห็น คือ วิญญาณของพวกดิจิมอนที่ไม่สามารถกลับไปเกิดใหม่ได้  เพราะถูกสกัลซาตานมอนเก็บข้อมูลหลังจากที่พวกเขาตายไว้...ตอนนี้พวกเขาได้เป็นอิสระแล้ว...พวกเขาก็จะกลับไปสู่โลกปัจจุบันและไปเกิดใหม่เป็นดิจิมอนที่มีชีวิตเหมือนกับคนอื่นเสียที”

 

เพราะอย่างนี้ใช่ไหม ท่านถึงได้พาพวกเราย้อนอดีตมาที่นี่...”

 

คนที่เรียกพวกเจ้ามาก็คือ สมุนของสกัลซาตานมอน...พวกมันต้องการใช้ร่างของสหายเจ้าเป็นตัวแทนของข้าในการปลดปล่อยนายของมัน...แต่กลับกลายเป็นว่า แผนของมันหวนกลับมาทำร้ายตัวของพวกมันเอง  เพราะสหายของเจ้าคนนี้ได้แสดงถึงความมีจิตที่เมตตาออกมาในตอนที่เขาสนทนากับเจ้าสกัลป์ซาตานมอน...ความมีจิตเมตตาของเขามันได้กลายเป้นพลังสื่อมาถึงจิตใจของข้า และทำให้ข้าสามารถออกมาช่วยเขาได้ยังไงล่ะ...ถึงแม้ว่าจะเป็นเทพแห่งความตาย แต่เราก็ไม่ได้ใช้ความตายทำร้ายคนอื่น ๆ...นั่นแหละคือ ความหมายของคำว่า...เทพแห่งความตายที่แท้จริง...”

 

เป็นอย่างนี้นี่เอง...ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ดวงวิญญาณของทุกคนก็จะกลับไปเกิดใหม่แล้วใช่ไหม...”

ใช่แล้ว...”

แล้วตัวของท่านล่ะ”

 

เทพอนูบิสก้มหน้าลงแล้วส่ายหัวเล็กน้อยเมื่อเขาได้ยินกาโอกามอนถามเช่นนั้น “ข้าไปเกิดใหม่ไม่ได้หรอก...ข้าคือ เทพแห่งความตาย...สิ่งที่อยู่คู่กับข้าก็คือ ความตาย...ข้าจะขออยู่เฝ้าสถานที่แห่งนี้ และทำหน้าที่ส่งดวงวิญญาณของดิจิมอนที่หลงทางให้กลับไปเกิดใหม่อย่างถูกต้องดีกว่า...ขอบใจท่านและสหายของท่านมากนะ...สิ่งที่พวกท่านทำในวันนี้ ข้าจะไม่มีวันลืมเลย...”

 

*** แว้ป ๆๆๆๆ *** “อาาา...อะไรเนี่ย!!” สิ้นเสียงคำสั่งลาของเทพอนูบิส  แสงสว่างก็ส่องออกมาและนำพากาโอกามอนและการุรุมอนกลับไปยังโลกในปัจจุบัน

 

อือ...อืม...หือ” กาโอกามอนลืมตาแล้วลุกขึ้นมานั่งบนเตียงไม้สักสีทองตัวที่เขานอนราวกับว่าเขาเพิ่งตื่นจากฝัน  ซึ่งฝ่ายการุรุมอนที่ก็กำลังหลับอยู่บนบัลลังค์สีทองก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาเช่นกัน

 

อืม...โอย...นี่มันอะไรกัน...เวียนหัวชะมัดเลย” การุรุมอนเอ่ยกับตัวเองแล้วเขาขาหน้าขึ้นมากุมหัวเล็กน้อย  เมื่อเขารู้สึกอ่อนเพลียราวกับว่าเขาเพิ่งได้ใช้พลังอันมหาศาลออกไปยังไงยังนั้น

 

การุรุมอน...” กาโอกามอนกระโดดลงมาจากเตียงแล้วเดินไปหาเพื่อนของเขาด้วยความเป็นห่วง “นายเป็นอะไรมากไหม”

 

อืม...แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยน่ะ...แล้วนี่พวกเรา...กลับมายังปัจจุบันแล้วใช่ไหม”

ใช่...ทุกอย่างจบลงแล้วล่ะ...นายทำได้ดีมากเลยนะ เพื่อน”

แล้ว...แล้วเทพอนูบิสล่ะ...”

 

กาโอกามอนไม่พูดตอบแต่ก้มหน้าลงแล้วส่ายหัวเล็ก  ซึ่งการุรุมอนเองก็เข้าใจในคำตอบนั้น “อืม...อย่างนั้นหรอ กาโอกามอน...เขาช่างเป็นเทพที่มีความเมตตาดีจริง ๆ...”

 

เราไปกันเถอะ การุรุมอน...ข้างนอกนั่นคงจะเย็นแล้วล่ะ...” กาโอกามอนพูดเปลี่ยนเรื่องเพื่อคลายความรู้สึกเศร้าลง

อืม...นั่นสินะ...ฉันคงไม่มีวันลืมสถานที่แห่งนี้ไปชั่วชีวิตแน่ ๆ”

ฉันเองก็เหมือนกัน”

 

หลังจากนั้นการุรุมอนและกาโอกามอนก็เริ่มเดินออกมาจากห้อง โดยพวกเขาได้ทำความเคารพรูปปั้นของเทพอนูบิสเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนที่พวกเขาจะเดินจากสถานที่แห่งนี้ไปอย่างมีความสุขด้วยความประทับใจอย่างไม่มีวันลืมเลือน

 

 

To be continued...

 

Back to Part IX    Go to Part XI

Free Web Hosting